ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletประวัติสมาคม
bulletวิสัยทัศน์
bulletพันธกิจ
bulletกลยุทธ์
bulletคณะกรรมการ
bulletสมาชิก สมท.
dot
dot
bulletบทที่ 1 การวัด
bulletบทที่ 2 ระบบการวัด
bulletบทที่ 3 มาตรวิทยา
bulletบทที่ 4 ระบบการสอบกลับได้
bulletบทที่ 5 บทสรุป
dot
dot
bulletExecutive Summary
bulletActivities
bulletบริการฝึกอบรม
bulletบทความ
bulletสัมมนาวิชาการ
bulletประชุมใหญ่สามัญ (New)💖
bulletมุมสมาชิก
bulletGallery
bulletสาระน่ารู้ (New!!!)💕
dot
Newsletter

dot


Sponsor
  

 

 



ข่าวคราว ความเคลื่อนไหว ของ สมาคมฯ

ดาวโหลดได้ที่นี้ ใบสมัครและใบต่ออายุสมาชิก สมท_.pdf 

 

ศีลสิบของนักเดิน

.

ยุคโควิด หรือยุคหยุดเชื้อเพื่อชาติ อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน สนามกีฬาปิด ยิมก็ปิด (เมื่อวาน ไทยรัฐเสนอข่าวว่า: กลุ่มฟิตเนส ร้องขอความช่วยเหลือจากกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ผลักดันปลดล็อกให้กลับมาเปิดกิจการได้เหมือนกิจการอื่นๆ) ต้องออกกำลังกายภายในบ้านแทน ก็เดินไปเดินมานี่แหละครับ ดีที่สุด และทุกค่ายทุกสำนัก ต่างลงความเห็นตรงกันหมดว่า ถ้าเดินวันละหมื่นก้าวได้ละก้อ - แจ๋วเลย

.

มีคำถามอยู่อย่าง ที่เมื่อนำเอาไปถามใคร ถ้าอยู่ใกล้ๆรัศมีทำการอาจจะถูกยันเอาได้ง่ายๆ คือคำถามที่ว่า "เดินเป็นรึเปล่า" เพราะพวกเราย่อมเดินได้กันทุกคนอยู่แล้ว เพราะหัดเดินมาตั้งแต่เล็ก ต่อจากการคลาน

.

แต่เดินได้ กับเดินเป็น ไม่เหมือนกันนะครับ แบบเดียวกับการว่ายน้ำ ถ้าว่ายน้ำได้ เหมือนกับการชูคอ ว่ายวัดวาไปเรื่อย ก็โอเค ไม่จม แต่คงไปว่ายแข่งกับใครเขาไม่ได้ เพราะพวกที่เขาว่ายเป็น เช่น ว่ายฟรีสไตล์ เขาจะรู้ว่า ต้องทำอย่างไร เช่น การพลิกหน้าขึ้นมาหายใจ เป็นต้น

.

เดินออกกำลังกายนี่ก็เหมือนกันครับ ผมบังเอิญอ่านเจอข้อห้าม 10 ประการ (หรือ ศีลสิบ เท่ากับศีลสามเณร) ของการเดิน ที่คุณ Wendy Bumgardner เขียนไว้ที่ verywellfit .com และตรวจสอบความถูกต้องโดยคุณหมอ Richard Fogoros ในชื่อเรื่อง "10 Walking Mistakes to Avoid" ซึ่งมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ เพื่อที่จะได้เปลี่ยนจากการ "เดินได้" มาเป็น "เดินเป็น" ดังนี้ครับ

.

1. ไม่ควรก้าวยาวเกินไป (overstriding)

.

บางคนเข้าใจผิด คิดว่า การก้าวเท้ายาวขึ้น จะทำให้เดินได้เร็วขึ้น หารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าไปข้างหน้ามากเกินไป อาจเกิดการบาดเจ็บที่หน้าแข้งได้ (shin splint) หลักการที่ถูกต้องคือ "ก้าวหลังยาว ก้าวหน้าสั้น" (longer in the back shorter in front) ไปให้เร็วได้ด้วยการใช้ขาหลังดัน กล่าวคือ การที่จะทำให้เดินเร็วขึ้นนั้น ต้องก้าวสั้นลง แต่ก้าวเร็วขึ้น (shorter, quicker steps)

.

2. ไม่ควรสวมรองเท้าผิด

.

เปล่าครับ ไม่ได้หมายความว่าสวมผิดที่สลับซ้ายขวา นั่นมันผิดอย่างชัดเจนมากไปหน่อย หรือไม่ก็เมา เพราะสวมผิดข้าง ส่วนข้อนี้หมายถึง สวมผิดคู่ คือที่จริง รองเท้าอะไรมันก็เดินได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าจะเดินชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่ถ้าจะเดินเป็นเรื่องเป็นราวต้องหารองเท้าสำหรับเดิน (walking shoes) ซึ่งควรจะ นุ่ม เบา พื้นงอได้ ไม่แข็ง และไม่เก่าจนเกินไป เพราะใช้งานมาเป็นปี จนเบาะรอง (cushioning) มันเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา พวกฝรั่งเขาเปลี่ยนรองเท้าเมื่อใช้งานมาเกิน 500 ไมล์ หรือเท่ากับ 800 กิโลเมตร (ใครจะมานั่งนับนะ)

.

ข้อที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ รองเท้าเดินนั้นต้องไม่คับเกินไป เราใช้สวมเดินอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่เดินแฟชั่น และถ้าต้องเดินเกินกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อออกกำลังกายแล้ว ต้องใหญ่กว่ารองเท้าปกติ (dress shoes) เพราะ เท้าเราจะขยายขึ้นจากการสูบฉีดโลหิตที่มากขึ้นครับ (บางคนละเอียดมาก แบกรองเท้าคู่เก่าไปที่ร้านขายด้วย ให้คนขายมืออาชีพเขาดูรอยสึกที่พื้นรองเท้า เพื่อเลือกสรรคู่ใหม่ให้เหมาะกับสไตล์การเดิน)

.

3. ไม่ควรก้าวเท้าแบนราบๆ ตบเท้ากับพื้น (flat-footed)

.

ความหมายของ "flat-footed" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีอุ้งเท้า หรือเท้าแบนราบ แต่หมายถึงการเดินก้าวเท้าหน้าให้ส้นเท้าและปลายเท้าลงพื้นพร้อมกัน ตบพื้นดัง ตั้บ-ตั้บ-ตั้บ เหมือนเวลาที่ทหารเดินสวนสนาม นั่นแหละครับ รองเท้าทหาร พื้นมันแข็ง ต้องทำอย่างนั้น ส่วนเราเดินออกกำลังกาย พื้นรองเท้าอ่อนยืดหยุ่นอยู่แล้ว ไม่ควรทำ อาจเกิดอาการ shin pain หรือเจ็บบริเวณหน้าแข้งได้ วิธีที่ถูกคือ ใช้วิธี "rolling" หรือกลิ้งเท้า จากส้นเท้าไปหาปลายเท้า

.

คุณ Bumgardner ยังแถมวิธีที่จะช่วยทำให้ช่วงขาส่วนล่างแข็งแรงให้ด้วยครับ คือ …

.

เขย่งปลายเท้า (toe raises): ให้ไปยืนบนบันได หันหน้าเข้าเหมือนจะเดินขึ้น แต่ยืนแค่ครึ่งเท้า คือให้แค่ปลายเท้าที่รับน้ำหนัก ส่วนส้นเท้าลอยอยู่กลางอากาศพ้นบันไดไป เขย่งปลายเท้ายกตัวขึ้นลง นั่นคือ ให้ส้นเท้ายกขึ้นยกลงสัก 10 หรือ 20 เที่ยว

.

เล่นด้วยเท้า (foot fun): ถ้านั่งอยู่ในระหว่างวัน เท้าเหยียบพื้นอยู่ ให้ tap หรือกระดกปลายเท้าขึ้นลงสัก 2-3 วินาที (ก็ดูด้วยละกันว่า กำลังนั่งอยู่กับใครที่เราจะต้องสำรวมกิริยาหรือเปล่า ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะนึกว่าเรากำลังอยากจะลุกไปทำอะไรเขา) เสร็จแล้วก็ยกเท้าขึ้นมา จินตนาการในการเขียนตัวอักษรด้วยเท้า แล้วก็สลับไปทำที่เท้าอีกข้างหนึ่ง

.

เดินส้นเท้า (heel walking): ตอนที่เราเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกกำลังกาย (warmup) ลองเดินด้วยส้นเท้าสัก 30 วินาที

.

4. ไม่ควรหยุดแกว่งแขน

.

เราเดินออกกำลังกายนะครับ ไม่ใช่เดินจงกรม จึงควรแกว่งแขนไปตามธรรมชาติ เพื่อจะ balance หรือให้สมดุลกับการเคลื่อนไหวของขา ที่ว่าตามธรรมชาติหมายถึงแขนมันจะกางออกไปเองเมื่อไปข้างหลัง และงอเข้ามาเองเกือบ 90 องศาเมื่อไปข้างหน้า

.

การแกว่งแขน แต่แขนตรงทื่อ ก็ไม่ใช่อีก เพราะมันจะเหมือนกับเราต้องแกว่งลูกตุ้มอันยาวเพิ่มขึ้นมา ทำให้เดินได้ช้าลง การเหยียดมือไว้ตลอดเวลาขณะเดิน จะสังเกตได้ว่า มือจะบวมขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออากาศร้อน

.

5. ไม่ควรแกว่งแขนมากเกินไป

.

คราวนี้ตรงกันข้ามกับข้อ 4. เลยทีเดียว การแกว่งแขน ก็เหมือนเรื่องที่ต้องการความเหมาะสมทั่วๆไป คือ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี และที่สำคัญ บางคนทำมากไปจนกลายเป็นตลก ซึ่งแยกได้เป็น 3 อย่างคือ

.

แขนแข็งทื่อเป็นไม้พาย (straight flapping or padding arms): คือยืดแขนตรงเหมือนจะบินแบบนก หรือใช้มืออย่างกับใบพายเหมือนนักว่ายน้ำ หรือตรงทื่อ อยู่ข้างตัว เหมือนนกเพนกวิน

.

แขนงอกางเป็นไก่ (chicken winging): คืองอแขน แต่ไปข้างๆ ไม่ใช่หน้าหลัง มือผ่านไปผ่านมาอยู่แถวหน้าอก ส่วนข้อศอกยิ่งหน้ากลัว เพราะอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อผู้ร่วมเดิน (ฮ่า)

.

แขนยกสูง (high hand): นึกถึงภาพการเดินสวนสนามของแขกอินเดีย จีน และรัสเซียขึ้นมาทีเดียว เพราะเขาชอบแกว่งแขนยกสูง ผ่านหน้าอก ขึ้นมาถึงระดับคาง หรือจมูก

.

การแกว่งแขนที่พอเหมาะพอดี คือ แกว่งไปข้างหลังเหมือนกับจะหยิบของในกระเป๋าหลังของกางเกง และเมื่อแกว่งมาข้างหน้าก็ไม่ควรจะเกินระดับพุง ไม่ใช่เลยขึ้นมาถึงหน้าอก

.

6. ไม่ควรก้มหน้าเดิน

.

เวลาเราตั้งใจจะทำอะไร โบราณสอนให้ก้มหน้าก้มตาทำไป แต่ทำอย่างนี้กับการเดินไม่ได้ครับ ถ้าก้มมองแต่ขา หรือดูแต่พื้นเหมือนคอยมองหาว่าใครทำเหรียญตกไว้บ้าง อย่างนี้ไม่ได้เรื่องแน่ และที่แย่ก็คือดูมือถือตลอดเวลาขณะเดินครับ

.

การเดินที่ดี ต้องอกผายไหล่ผึ่ง คือ ยืดอก มองตรง เชิดคาง คือคางต้องขนานกับพื้น จะได้หายใจได้สะดวก และไม่มีปัญหาในเรื่องปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่

.

7. ไม่ควรเดินตัวโย้ (leaning)

.

เดินตัวโย้ซ้ายขวา คงไม่มี เพราะนั่นคงจะเมาแล้ว แต่ที่ต้องระวังคือ อย่าโย้หน้าโย้หลัง การเดินโน้มตัวไปข้างหน้าหน่อย พอได้ แต่อย่าให้เกิน 5 องศา (แหม ช่างวัด) เหตุผลก็ง่ายๆว่า จะทำให้ปวดหลัง

.

คนที่ชอบเดินตัวไม่ตรง พวกมืออาชีพเขาแนะนำให้แก้ด้วยการ ซิท-อัพ (sit-up) ผมก็ไม่รู้ว่ามันแก้กันได้อย่างไรเหมือนกัน

.

8. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะกับการเดิน

.

อุปกรณ์การสวมใส่ในการเดินออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่รองเท้าเท่านั้น เสื้อผ้าสำหรับเดิน (walking clothes) ก็สำคัญเช่นกัน กล่าวโดยรวมๆสำหรับอุปกรณ์การสวมใส่ทั้งตัว ตั้งแต่หัวถึงเท้า ต้องระวังไม่ให้เกิดอาการดังต่อไปนี้คือ

.

เสื้อผ้ามากไป - ร้อน เหงื่อแตกพลั่ก หรือน้อยไปจนหนาวตัวสั่นงันงกในหน้าหนาว

.

เดินเวลากลางคืน เสื้อผ้าสีเข้มโดยไม่มีแผ่นสะท้อนแสง - อันตราย

.

ไม่สวมหมวก

.

หากต้องสวมใส่ชุดทำงาน พร้อมรองเท้าที่แม้จะดูดี แต่สวมไม่สบายเท้า จึงไม่ค่อยได้เดิน

.

เพื่อความสะดวกสบายในการเดิน เสื้อผ้าจึงต้องเหมาะ ชั้นในสุด ติดผิวหนังของเรา ต้องเป็นผ้าประเภทซับเหงื่อ และให้ระเหยออกมาได้ง่าย ไม่ใช่ผ้าฝ้ายนะครับ แต่เป็นพวกตระกูลใยสังเคราะห์ (polypropylene) และอย่าเผลอไปเติมน้ำยาปรับผ้านุ่มในการซักผ้าพวกนี้นะครับ ไม่งั้นสารที่อยู่ในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะเข้าไปเคลือบ ทำให้ความสามารถในการดูดซับเหงื่อและให้ระเหยออกมาอีกทางของผ้าประเภทนี้จะหายไป

.

ในประเทศหนาว เสื้อผ้าชั้นถัดมา จะเป็นฉนวน อาจจะเป็นเสื้อเชิ้ตหรือ sweater ที่ถอดง่ายๆเมื่อเริ่มร้อนขึ้น และชั้นนอกสุดอาจจะเป็นพวกเสื้อแจ็คเก็ตกันลม (windproof)

.

ผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานบางคน ไม่ต้องการนั่งจุ้มปุ๊ก อยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวัน ก็อาจจะขนรองเท้าสำหรับเดินไปด้วย สำหรับเดินช่วงเบรค หรือหยุดพักกลางวัน ก็ดีเหมือนกัน

.

9. ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ

.

คนเราไม่ใช่สัตว์น้ำก็จริง แต่ขาดน้ำไม่ได้แน่นอน อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อนเดิน ระหว่างเดิน และหลังเดิน

.

สิบนาทีก่อนเดิน ดื่มน้ำสักแก้ว แต่อย่าดื่มกาแฟนะ เพราะมันจะเป็นตัวขับน้ำอย่างดี เดี๋ยวจะกระหายน้ำบ่อยขึ้น ระหว่างเดินก็จิบน้ำทุกๆยี่สิบนาที หรือง่ายๆก็คือเมื่อรู้สึกหิวน้ำ และดื่มอีกสักแก้วเมื่อเดินเสร็จ แต่ถ้าเดินเป็นเรื่องเป็นราว ระยะทางไกลๆ เปลี่ยนจากน้ำดื่มธรรมดาเป็นน้ำดื่มเกลือแร่ (sport drink) ก็น่าจะดี เพื่อชดเชยกับเหงื่อที่ร่างกายขับออกมา

.

10. จบด้วยศีลข้อสุดท้ายได้น่ารักมาก คือ … ไม่ควรตะบี้ตะบันเดิน ต้องพักกันบ้างนะโยม มี tip แนะนำ ดังนี้ครับ

.

เว้นวัน (rest) อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และระหว่างวันก็ควรจะเลือกเป็นวันเบาๆบ้าง ไม่ใช่โหมหนักทุกวัน ร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมสร้างส่วนที่สึกหรอกันบ้าง

.

นอน (sleep) อย่าลืมต้องนอนให้เพียงพอ

.

เปลี่ยนสลับไปทำอย่างอื่นบ้าง เช่น ถีบจักรยาน หรือโยคะ

.

ครบทั้ง 10 ข้อแล้ว หันกลับมามองตัวเอง พบว่า ผมคงจะต้องแก้ไขตัวเองบ้างละ และเดาว่า เพื่อนพ้องอีกหลายคนก็คงประสบปัญหาอย่างเดียวกัน เพราะว่า บ่อยมากเลยที่ละเมิดศีลข้อหกของการเดิน คือ ...

.

เดินไปดูมือถือไป นั่นเองครับ !!! ๏๛

.

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-09-12

 

 

ปู่โสมตาลีบัน

 

ถ้าพูดถึงปู่โสมเฉยๆ เราคงนึกเลยไปถึงวลีโบราณของเราว่า "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์"

 

แต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา (2021-08-15) คงจำเหตุการณ์สำคัญกันได้อย่างหนึ่ง คือ กรุงคาบูลแตก ตาลีบันยึดเมืองหลวงของอัฟกานิสถานได้

 

คงรู้กันแล้วนะครับว่า กรุงคาบูลแตก เป็นเพราะไบเดนสั่งถอนทหารอเมริกัน

 

บางคนนึกไปถึงว่า เหมือนตอนไซ่ง่อนแตกเลย แต่ขอบอกก่อนว่า เป็นความเหมือนที่ต่างกันมากเลยครับ

 

สงครามเวียดนาม เกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศ สมัยสงครามเย็น ที่อเมริกันชูประเด็นทฤษฎีโดมิโน คือประชาธิปไตยล้มติดต่อกันไป กลายเป็นคอมมิวนิสต์หมด พี่มะกันแกเลยเข้ามาขวาง โดยเข้ามาช่วยจัดการถล่มฝ่ายตรงข้าม ทำตัวเป็นตำรวจโลก แต่ผมอยากจะเรียกว่า ทหารอากาศโลกมากกว่า เพราะพี่แกเอาแต่เล่นอาวุธยาว เอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดเขาอย่างเดียว

 

ส่วนสงครามที่อัฟกานิสถาน ต่างกันมาก เพราะทหารอเมริกันเน้นการลุยไปบนบก

 

และยิ่งต่างกันมากขึ้นไปอีก ที่เพิ่งจะมารู้กันทีหลังว่า ผู้ที่เดินตามทหาร อเมริกันไป คือ นักธรณีวิทยา

 

รู้กันอยู่เต็มอกว่า สงคราม เป็นเรื่องของผลประโยชน์เสียมากกว่า อุดมการณ์

 

ลองย้อนหลังไปดูเหตุการณ์ในอดีตหน่อยเป็นไร

 

คงจำกันได้ดีถึงวันที่ตึกเวิลด์เทรดในนิวยอร์กถูกถล่ม (2001-9-11) ซึ่งอีกแค่ 6 วัน ก็จะครบรอบ 20 ปี และเป็น 20 ปีที่อเมริกันเข้าไปอยู่ในอัฟกานิสถาน

 

ทั้งนี้เพราะ อเมริกัน ซึ่งจ้องมานาน ได้ถือโอกาสนี้ บุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน อ้างว่าเพื่อไล่ล่าบินลาเดน ผู้ที่มะกันถือว่าเป็น master mind ของการก่อการร้าย และแม้ว่าการไล่ล่าจะเสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังอยู่มาตลอด

 

ในบ้านเรา มักจะพูดกันมานานว่า เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่นั่นคือทรัพย์สินที่อยู่บนดิน แต่ที่อัฟกานิสถาน ทรัพย์ใต้ดิน มีมหาศาล

 

ในปี 2010 เพนตาก้อน หรือกลาโหมสหรัฐ ร่วมกับ หน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยา (Pentagon and the United States Geological Survey: USGS) เปิดเผยว่า แหล่งแร่ใต้ดินของอัฟกานิสถาน มีมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$1 trillion) และในปัจจุบัน น่าจะมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งมีทั้งทองคำ เหล็ก ทองแดง โครเมียม (chromium, copper, gold, iron ore, lead, lithium, marble, precious and semiprecious stones, barite, chromite, coal, natural gas, petroleum, precious and semi-precious stones, salt, sulfur, talc, and zinc) ในแหล่งแร่มากกว่า 1,400 แห่ง รวมทั้ง สิ่งจำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตที่กำลังบูม เพราะจะต้องมีแบตเตอรี่ที่ชาร์จได้นั่นคือ ลิเทียม นั่นเอง

 

มีการเปรียบเทียบว่า ซาอุดีอาระเบีย มีน้ำมัน ก็เหมือนกับอัฟกานิสถาน มีลิเทียม ซึ่งคาดกันว่า ที่นี่น่าจะมีมากที่สุดในโลก

 

ชาวอัฟกานิสถาน หวงแหนดินแดนของตน โดยอาจจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ใต้แผ่นดินที่ตนเหยียบอยู่ เพราะในดินแดนแถบนี้ได้มีการทำเหมืองทองคำมากว่า 2,000 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยของอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) และพวกเขาได้ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกฝรั่งมังค่า ที่รุกรานเข้ามา เพราะฝรั่งรู้ว่ามีอะไรดีๆอยู่ใต้บริเวณนั้น

 

ครับ ชาวอัฟกานิสถาน รบมาแล้วกับทั้งรัสเซียและอังกฤษ ก่อนจะมารบกับอเมริกัน

 

สองชาตินี้แหละ ที่มีข้อมูลทางธรณีของที่นี่ ก่อนที่สหรัฐจะเข้ามา

 

ชาติมหาอำนาจ ใช้อาวุธ แต่มีมหาอำนาจอีกชาติหนึ่ง ที่เข้าไปแบบตีสนิทในแนวความเป็นเพื่อน คือ จีน

 

และเป็นเพื่อนใกล้ชิดคือเพื่อนบ้านเสียด้วย

 

ถึงแม้ชายแดนส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถานจะถูกขนาบทางตะวันตกติดอิหร่าน ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดกับปากีสถาน แต่ก็ชายแดนตะวันออกสุด เป็นติ่งเล็กๆ ที่ติดกับจีน ก็ถือเป็นช่องทางที่จะขนอะไรต่อมิอะไรติดต่อกันได้

 

จีนจึงทำตัวเป็นพันธมิตรที่ดีมานาน - รวมทั้งกลุ่มตาลีบันด้วย

 

ก่อนหน้านี้ บริษัทจีน (Metallurgical Group Corporation: MCC) ก็เคยได้รับสัมปทาน ทำเหมืองทองแดง แต่มาชะงักไปช่วงที่มีการสู้รบกันนี่แหละ

 

เมื่อตาลีบันกลับมาชนะเบ็ดเสร็จ จีนก็น่าจะโชคดีกว่าเพื่อน เพราะเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ก่อนที่ กรุงคาบูลจะแตก ตัวแทนของตาลีบัน นำโดย Mullah Baradar ก็ไปเจรจากับจีน ให้สื่อถ่ายรูปหราคู่กับรัฐมนตรีต่างประเทศ (Foreign Minister Wang Yi) - แล้วอย่างนี้จะไปไหนเสีย … เสร็จจีน

 

ถ้าตราบใดที่แบตเตอรี่รถไฟฟ้ายังคงใช้เทคโนโลยีลิเทียมในการเก็บพลังงานอยู่ ตาลีบัน ก็ยังคงรั้งตำแหน่ง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ต่อไป แต่อย่าลืมว่าลิเทียม ไม่เหมือนน้ำมันที่มีพลังงานในตัว ส่วนลิเทียมเป็นแค่ที่เก็บพลังงาน เปรียบเสมือนแค่ถังน้ำมัน ดังนั้น ยุคน้ำมันเฟื่องฟู ใครๆก็ใช้น้ำมัน ซาอุดีอาระเบียจึงอู้ฟู่อยู่ได้ แต่ถ้ามีใครคิดวิธีเก็บพลังงานวิธีอื่นได้โดยไม่ต้องใช้ลิเทียม อาจจะเปรียบเสมือนว่า อัฟกานิสถานมีแต่ถังน้ำมัน ตาลีบันก็จะไม่ได้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อีกต่อไป แต่อาจเปลี่ยนเป็นพ่อค้าขายของเก่าแทน

 

อ้าว! ธุรกิจขายของเก่านี่ รวยนะ !!!

 

ธุรกิจการทำเหมืองก็เป็นการขายของเก่าจริงๆน่ะแหละ และอัฟกานิสถานน่าจะเป็นแหล่งของเก่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เก่ามากแค่ไหน ทายกัน ...  40 ล้านปีไงครับ เก่าพอไหม

 

เมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว แผ่นเปลือกโลก (tectonic plates) ของ อินเดีย-ยุโรป กับ เอเชีย และ แอฟริกา ชนเกยกัน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเปลือกโลกบริเวณนี้ขนานใหญ่ (upheaval) ทำให้เกิดภูเขาสูงชันในบริเวณนี้มากมาย (region of towering mountains) และอัฟกานิสถานก็อยู่ในบริเวณนี้ ผลก็คือ บริเวณนี้จึงกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ด้านแร่ธาตุ (mineral heritage) มากมาย เช่น ทองคำ ทองแดง ยูเรเนียม เหล็ก โคบอลต์ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และ ลิเทียม

 

อัฟกานิสถาน จึงเป็นแหล่งแร่ธรรมชาติซึ่งอาจจะกลายเป็นหนึ่งในย่านของเหมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลกก็เป็นได้

 

คราวนี้ละ ตาลีบัน ก็จะกลายเป็นปู่โสมตัวจริง !!! ๏๛

 

  ... @_@ ...

วัชระ นูมหันต์

2021-09-05

 

      

  

ข่าวสารประชาสัมพันธ์ของเว็บไซต์
No article here !
Copyright © 2013 All Rights Reserved.